เครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น · ผลตรวจอ้างอิงหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้ ไม่ใช่การยืนยันว่าชื่อว่าง การจองชื่อจริงต้องทำที่ reserve.dbd.go.th
คู่มือตั้งชื่อ

ตั้งชื่อบริษัทยังไงไม่ให้โดนตีกลับ

ชื่อที่โดนตีกลับส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดเพราะไม่เพราะ แต่ผิดเพราะไปชนกฎที่อ่านจบได้ในสิบนาที

อัปเดต 13 กันยายน 2569 · อ่าน ~7 นาที

ชื่อบริษัทที่โดนนายทะเบียนตีกลับ ส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดเพราะ "ไม่เพราะ" แต่ผิดเพราะไปชนกฎที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นกฎที่อ่านจบได้ในสิบนาที คนที่เสียเวลาสองสามรอบมักเป็นคนที่คิดชื่อเสร็จแล้วค่อยไปอ่านกฎ ไม่ใช่คนที่อ่านกฎก่อนคิด

บทความนี้เรียงจากสิ่งที่ทำให้โดนตีกลับบ่อยที่สุดลงไปหาน้อยที่สุด และจบด้วยเช็กลิสต์ที่กดตรวจได้จริงก่อนยื่น

สามสาเหตุที่ทำให้ชื่อไม่ผ่าน

1. ชื่อซ้ำหรือคล้ายกับที่จดไว้แล้ว

นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่ง และเป็นสาเหตุที่คนคาดไม่ถึงที่สุด เพราะกฎไม่ได้ห้ามแค่ "ซ้ำเป๊ะ" แต่ห้าม คล้ายจนทำให้สับสน ด้วย ซึ่งรวมถึงชื่อที่เขียนต่างแต่ออกเสียงเหมือนกัน

ชื่อที่เสี่ยงซ้ำมากที่สุดคือชื่อที่ประกอบด้วยคำทั่วไปล้วน ๆ เช่น "ไทย พัฒนา ก่อสร้าง" หรือ "สยาม เทรดดิ้ง" เพราะมีคนคิดเหมือนกันเป็นร้อย ยิ่งคำในชื่อเป็นคำที่ใครก็ใช้ได้มากเท่าไหร่ โอกาสชนยิ่งสูงเท่านั้น

2. มีคำที่ห้ามใช้เด็ดขาด

กลุ่มนี้ไม่มีทางขออนุญาตได้ ต้องตัดทิ้งอย่างเดียว ได้แก่คำที่พาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ ชื่อส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ชื่อองค์การระหว่างประเทศ และคำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

3. มีคำที่ต้องได้รับอนุญาตก่อน

กลุ่มนี้ไม่ได้ห้าม แต่ใช้ไม่ได้ถ้าไม่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับธุรกิจนั้น เช่น ธนาคาร ประกันภัย ประกันชีวิต หลักทรัพย์ โรงเรียน มหาวิทยาลัย คลินิก โรงพยาบาล

ตัวอย่างที่เจอบ่อย: บริษัทที่ปรึกษาการเงินตั้งชื่อว่า "… ประกันภัย …" ทั้งที่ไม่ได้เป็นบริษัทประกัน หรือสถาบันสอนพิเศษใช้คำว่า "มหาวิทยาลัย" ในชื่อ ทั้งสองกรณีโดนตีกลับแน่นอน

เลี่ยงด้วยการสะกดผิดไม่ช่วย

การเขียน "ธนาคาร" เป็น "ทนาคาร" หรือใส่เลขแทนตัวอักษร ไม่ได้ทำให้ผ่าน นายทะเบียนดูที่การออกเสียงและความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ ไม่ได้ดูแค่ตัวสะกด และการจงใจเลี่ยงยิ่งทำให้เรื่องแย่ลง

ยังไม่รู้ว่าชื่อที่คิดไว้ผ่านไหมพิมพ์ชื่อลงเครื่องมือ ระบบไล่เช็คคำต้องห้าม คำที่ต้องขออนุญาต และความเสี่ยงชนแบรนด์ให้ใน 2 วินาที ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร

ตรวจชื่อบริษัท

โครงสร้างชื่อที่นายทะเบียนรับ

ชื่อบริษัทจำกัดในไทยมีสามส่วนเสมอ

ส่วนคือตัวอย่าง
คำนำหน้าต้องมีคำว่า "บริษัท"บริษัท
ชื่อเฉพาะส่วนที่คุณคิดเอง คือส่วนที่ถูกตรวจพี แคร์ แอคเคาน์ติ้ง
คำต่อท้ายต้องมีคำว่า "จำกัด"จำกัด

เวลาคิดชื่อ ให้คิดเฉพาะส่วนกลาง เพราะสองส่วนนอกเป็นของตายตามกฎหมาย และตอนกรอกในระบบจองชื่อ ระบบจะเติมให้เอง

สี่สูตรที่ใช้ได้จริง

สูตรที่ 1 — คำประดิษฐ์

สร้างคำที่ไม่มีความหมายเดิมขึ้นมาเอง หรือดัดแปลงจากคำที่มีอยู่ เช่น ตัดคำสองคำมาต่อกัน ข้อดีคือโอกาสชนต่ำที่สุดในบรรดาทั้งสี่สูตร และจดเครื่องหมายการค้าได้ง่ายกว่าในภายหลัง ข้อเสียคือคนจำได้ช้าและต้องลงทุนสร้างการรับรู้เอง

สูตรที่ 2 — ชื่อคนหรือชื่อสกุล

ใช้ชื่อเจ้าของ ชื่อเล่น หรือนามสกุลเป็นแกน เช่น "พี แคร์" เหมาะกับธุรกิจบริการที่ความน่าเชื่อถือผูกกับตัวคน ข้อควรระวังคือถ้านามสกุลไปพ้องกับพระนามหรือราชสกุล จะเข้ากลุ่มต้องห้ามทันที ให้เช็กก่อน

สูตรที่ 3 — คำบอกธุรกิจตรง ๆ

เช่น "… แอคเคาน์ติ้ง" "… ลอจิสติกส์" "… คอนสตรัคชั่น" ข้อดีคือคนเข้าใจทันทีว่าทำอะไร และช่วยเรื่องการค้นหา ข้อเสียคือถ้าใช้คำบอกธุรกิจอย่างเดียวจะชนแน่นอน ต้องมีคำเฉพาะนำหน้าเสมอ

สูตรที่ 4 — คำผสม

คำเฉพาะ + คำบอกธุรกิจ ซึ่งเป็นสูตรที่บริษัทไทยส่วนใหญ่ใช้ และเป็นจุดสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างความจำง่ายกับโอกาสผ่าน

ชื่อสำรองสามชื่อควรต่างกันแค่ไหน

ระบบจองชื่อให้ยื่นได้ครั้งละสามชื่อ เรียงลำดับความต้องการ ถ้าชื่อแรกไม่ผ่านระบบจะพิจารณาชื่อถัดไปให้อัตโนมัติ

ความผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดคือยื่นสามชื่อที่เป็นชื่อเดียวกันแต่สลับคำ เช่น "เอ บี ซี เทรดดิ้ง" / "เอ บี ซี กรุ๊ป" / "เอ บี ซี อินเตอร์" ถ้าตัวที่ชนคือคำว่า "เอ บี ซี" ทั้งสามชื่อจะตกพร้อมกัน เสียทั้งรอบ

วางชื่อสำรองแบบนี้แทน

ชื่อที่ 1 — ชื่อที่อยากได้ที่สุด
ชื่อที่ 2 — เปลี่ยนคำเฉพาะ ไม่ใช่เปลี่ยนแค่คำต่อท้าย
ชื่อที่ 3 — คำประดิษฐ์ที่ยาวขึ้นหรือแปลกขึ้น เพื่อเป็นตัวกันตก

เช็กลิสต์ก่อนยื่น 7 ข้อ

  1. ชื่อเฉพาะมีคำที่ไม่ใช่คำทั่วไปอย่างน้อยหนึ่งคำ
  2. ไม่มีคำพาดพิงสถาบัน ราชวงศ์ หรือราชสกุล
  3. ไม่มีชื่อกระทรวง กรม หน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
  4. ไม่มีคำที่ต้องขออนุญาต เว้นแต่มีใบอนุญาตจริง
  5. ไม่คล้ายแบรนด์ที่คนรู้จัก แม้จะสะกดต่าง
  6. ชื่อภาษาอังกฤษออกเสียงตรงกับชื่อไทย
  7. ไม่มีอักขระพิเศษ และไม่ใช้เลขโรมัน

เจ็ดข้อนี้คือสิ่งที่เครื่องมือตรวจชื่อไล่เช็กให้อัตโนมัติ พิมพ์ชื่อลงไปแล้วได้คำตอบทันที ไม่ต้องไล่เองทีละข้อ

ตรวจแล้วผ่าน ไม่ได้แปลว่าชื่อว่าง

ต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัด

คำถามตอบได้จากไหน
ชื่อนี้ผิดหลักเกณฑ์ไหมตรวจเองได้ จากกฎที่ประกาศไว้
ชื่อนี้มีคนจดไปแล้วหรือยังต้องยื่นในระบบ DBD เท่านั้น

ไม่มีเครื่องมือของเอกชนรายไหนตอบข้อสองได้จริง เพราะฐานข้อมูลชื่อที่จองไว้อยู่ในระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและไม่เปิดให้ดึงข้อมูลอัตโนมัติ ใครบอกว่าเช็กได้ว่าชื่อว่าง ให้สงสัยไว้ก่อน

สิ่งที่ทำได้จริงคือตัดชื่อที่ผิดกฎออกก่อน เพื่อไม่ให้เสียรอบการยื่นไปกับชื่อที่ไม่มีทางผ่านตั้งแต่แรก แล้วค่อยเอาชื่อที่เหลือไปยื่นจริง

ตรวจชื่อก่อน ดีกว่ายื่นแล้วโดนตีกลับ

เครื่องมือคัดกรองใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ถ้าอยากให้คนช่วยดูจริง ๆ ส่งชื่อมาทางไลน์ ทีมงานตรวจให้ฟรีและบอกตรง ๆ ว่าจุดไหนเสี่ยง

อ่านต่อ